« ระบบงานประกันภัย »

      อู่ ต.เจริญยนต์ (ลำพูน) ของเรายังให้บริการด้าน ประกันภัยรถยนต์ ภาคบังคับ (พ.ร.บ.) และประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ (ประเภท 1, 2 ,3 อื่นๆ) และการบริการลูกค้าหลังการขายอย่างไกล้ชิด หากท่านสนใจสามารถปรึกษารายละเอียดได้โดยตรงที่ อู่ ต.เจริญยนต์ (ลำพูน) หรือที่หมายเลขโทรศัพท์ 053-534-072 และ 089-433-9850

      การประกันภัยรถยนต์นั้นเป็นสิ่งที่สำคัญเป็นอย่างมาก เพราะเมื่อท่านประสบเหตุ จะเป็นสิ่งเดียวทท่านี่วางใจได้ว่าจะมีทางบริษัทประกันภัย คอยดูแลท่านเรื่องค่าใช้จ่าย (ตามที่เงื่อนไขของทางบริษัทประกันภัยกำหนด)

เรามาทำความรู้จักกับการประกันภัยรถยนต์ในแบบต่างๆกันได้เลยค่ะ

พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2551 (ฉบับที่ 5) "สำหรับรถที่เจ้าของรถได้จัดให้มีการประกันภัยความเสียหายต่อผู้ประสบภัย โดยเอาประกันภัยครอบคลุมความเสียหายต่อผู้ประสบภัยและทรัพย์สิน ตามชนิด ประเภท และขนาดของรถที่กำหนดไว้ในกฏกระทรวงแล้ว ไม่ต้องจัดให้มีการประกันความเสียหายสำหรับผู้ประสบภัยอีก"

พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2550 (ฉบับที่ 4)

การประกันภัยรถภาคบังคับ

    การประกันภัยรถภาคบังคับ (Compulsory Motor Insurance) หมายถึงการประกันภัยรถประเภทที่กฎหมายให้เจ้าของรถซึ่งใช้หรือมีรถไว้เพื่อ ใช้ ต้องจัดให้มีการประกันความเสียหายสำหรับ ผู้ประสบภัยโดยประกันภัยกับบริษัทตามกฎหมายว่าด้วยการประกันวินาศภัยที่ได้ รับอนุญาตให้ประกอบ กิจการประเภทการประกันภัยรถ โดยรัฐบาลมีเจตจำนงเพื่อให้เกิดความคุ้มครองแก่ชีวิต ร่างกายของประชาชนที่ประสบภัยเป็นสำคัญ

ผู้มีหน้าที่ต้องทำประกันภัยรถภาคบังคับ (พ.ร.บ.)

1. เจ้าของรถ (ผู้มีกรรมสิทธิ์ในรถ)

2. ผู้เช่าซื้อรถ (ผู้ครอบครองรถในฐานะผู้เช่าซื้อรถ)

3. เจ้าของรถซึ่งนำรถที่จดทะเบียนในต่างประเทศเข้ามาใช้ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว

การฝ่าฝืนไม่จัดให้มีการทำประกันภัยรถ พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 กำหนดให้ระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท

 

ประเภทรถที่ต้องทําประกันภัย พ.ร.บ.

    รถที่ต้องทำประกันภัยตาม พ.ร.บ. ได้แก่ รถทุกชนิดทุกประเภทตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ กฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบก กฎหมายว่าด้วยรถยนต์ทหารที่เจ้าของมีไว้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ ไม่ว่ารถดังกล่าวจะเดินด้วยกำลังเครื่องยนต์ กำลังไฟฟ้า หรือพลังงานอื่น เช่น รถยนต์ รถจักรยานยนต์ รถสามล้อเครื่อง รถยนต์โดยสาร รถบรรทุก หัวรถลากจูง รถพ่วง รถบดถนน รถอีแต๋น ฯลฯ ดังนั้น รถบางประเภทที่กรมการขนส่งทางบกไม่รับจดทะเบียน แต่หากเข้าข่ายว่ารถนั้นเดินด้วยกำลังเครื่องยนต์ กำลังไฟฟ้า หรือพลังงานอื่น ให้จัดเป็นรถที่ต้องทำประกันภัยตาม พ.ร.บ.

 

รถที่รับการยกเว้นไม่ต้องทำประกันภัย พ.ร.บ.

1. รถสำหรับเฉพาะองค์พระมหากษัตริย์ พระรัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์

2. รถของสำนักพระราชวังที่จดทะเบียน และมีเครื่องหมายตามระเบียบที่เลขาธิการพระราชวังกำหนด

3. รถของกระทรวง ทบวง กรม และส่วนราชการต่าง ๆ รถยนต์ทหาร

4. รถของหน่วยงานธุรการขององค์กรที่จัดตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญ และหน่วยงานธุรการที่เป็นอิสระขององค์กรใด ๆ ที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ

 

อัตราเบี้ยประกันภัย พ.ร.บ.

    เนื่องจากเป็นการประกันภัยภาคบังคับที่กฎหมายกำหนดให้รถทุกคันต้องทำ ประกันภัยความเสียหายสำหรับผู้ประสบภัย รัฐจึงกำหนดอัตราเบี้ยประกันภัยภาคบังคับนี้ให้ต่ำที่สุดเพื่อจูงใจให้ ประชาชนเข้าสู่ระบบการประกันภัยตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย แต่ขณะเดียวกันต้องคำนึงถึงภาคธุรกิจ โดยให้สอดคล้องกับสภาพความเสี่ยงภัยของรถเพื่อให้ธุรกิจที่รับประกันภัย ประเภทนี้สามารถดำเนินการรับประกันภัยได้ด้วย จึงเป็นที่มาของหลัก No Loss No Profit คือ หลักของไม่ขาดทุนแต่ไม่ได้กำไร ซึ่งในการประกาศอัตราเบี้ยประกันภัยรถตาม พ.ร.บ. กรมการประกันภัยได้มีการพิจารณาทบทวนและปรับปรุงอัตราเบี้ยประกันภัยให้สอด คล้องกับสภาพความเสี่ยงภัยที่แท้จริงในปัจจุบันเป็นระยะๆ เช่น การเพิ่มและลดอัตราเบี้ยประกันภัยของรถบางประเภท หรือการเพิ่มค่าเสียหายเบื้องต้น (15,000 บาท เป็น 35,000 บาท) และค่าสินไหมทดแทนส่วนเกิน (จาก 800,000 เป็น 100,000 บาท กรณีเสียชีวิต) และ ปัจจุบันกรมการประกันภัยมีสั่งนายทะเบียนกำหนดอัตราเบี้ยประกันภัย พ.ร.บ. เป็นอัตราเบี้ยคงที่อัตราเดียว แยกตามประเภทรถ และลักษณะการใช้รถ บริษัทไม่สามารถคิดเบี้ยประกันภัยต่างจากที่นายทะเบียนกำหนดได้

 

วิธีการจัดทำประกันภัย

1. ถ่ายเอกสารคู่มือการจดทะเบียนรถ และบัตรประจำตัวประชาชน

2. นำเอกสารไปติดต่อบริษัทประกันภัยที่ได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจประกันภัยรถ รวมถึงสาขาของบริษัททั่วประเทศ แจ้งความประสงค์ของทำประกันภัยรถตามกฎหมาย

3. รับกรมธรรม์ประกันภัย ซึ่งจะเป็นใบเสร็จรับเงินด้วย

4. รับเครื่องหมายแสดงว่ามีการประกันภัย พร้อมตรวจสอบข้อมูลบนเครื่องหมายให้ถูกต้อง เช่น ชื่อบริษัทประกันภัย ชื่อรถ หมายเลขทะเบียนรถ หมายเลขตัวถัง ระยะเวลาสิ้นสุด และนำไปติดไว้ที่กระจกรถด้านใน หรือหากเป็นรถประเภทอื่นที่ไม่ใช่รถยนต์ต้องติดไว้ในที่ๆ สามารถเห็นไปได้ชัดเจน

 

ความคุ้มครองเบื้องต้นตาม พ.ร.บ.

    ผู้ประสบภัยจะได้รับความคุ้มครองในความเสียหายที่เกิดขึ้น เป็นค่ารักษาพยาบาลกรณีบาดเจ็บและเป็นค่าปลงศพในกรณีเสียชีวิต โดยไม่ต้องรอพิสูจน์ความผิด บริษัทจะชดใช้ให้แก่ผู้ประสบภัย/ทายาทของผู้ประสบภัย ภายใน 7 วัน นับแต่บริษัทได้รับคำร้องขอค่าเสียหายดังกล่าวเรียกว่า ค่าเสียหายเบื้องต้น โดยมีจำนวนเงินดังนี้

- กรณีบาดเจ็บ จะได้รับการชดใช้เป็นค่ารักษาพยาบาลค่าใช้จ่ายอันจำเป็นเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 15,000 บาท

- กรณีเสียชีวิต จะได้รับการชดใช้เป็นค่าปลงศพ และค่าใช้จ่ายอันจำเป็นเกี่ยวกับการจัดการศพ จำนวน 35,000 บาท

- กรณีเสียชีวิตภายหลังการรักษาพยาบาล จะได้รับการชดใช้เป็นค่ารักษาพยาบาลตามที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 15,000 บาท และค่าปลงศพ จำนวน 35,000 บาท รวมแล้วจะได้รับค่าเสียหายเบื้องต้นไม่เกิน 50,000 บาท

 

การประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ

    เป็นการประกันภัยรถที่กฎหมายไม่ได้บังคับ ขึ้นอยู่กับความพอใจของผู้เอาประกันภัยที่เห็นถึงความเสี่ยงภัยแห่งตนและมี ความคิดที่จะกระจายความเสี่ยงภัยออกไปยังบุคคลอื่นคือการประกันภัยไว้กับ บริษัทผู้รับประกันภัย ซึ่งผู้เอาประกันภัยสามารถเลือกซื้อความคุ้มครองตามประเภทที่ผู้เอาประกัน ภัยประสงค์ โดยบริษัทประกันภัยจะออกกรมธรรม์ประกันภัยให้ไว้เป็นหลักฐาน โดยมีความคุ้มครอง เงื่อนไข และข้อยกเว้นตามแบบที่นายทะเบียนให้ความเห็นชอบ

การประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจแบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลัก ดังนี้

การประกันภัยประเภท 1 (Comprehensive) บริษัทจะจ่ายค่าสินไหมทดแทน ดังนี้

o คุ้มครองความรับผิดต่อชีวิตร่างกายบุคคลภายนอก รวมถึงผู้โดยสารในรถยนต์คันเอาประกันภัยด้วย

o คุ้มครองความรับผิดต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอก

o คุ้มครองความเสียหายต่อตัวรถยนต์

o คุ้มครองความสูญหายและไฟไหม้ของตัวรถยนต์

การประกันภัยประเภท 2 คุ้มครองเฉพาะความรับผิดต่อบุคคลภายนอกและความสูญหายและไฟไหม้ของตัวรถยนต์ ตามข้อ 1) 2) 4)

การประกันภัยประเภท 3 คุ้มครองเฉพาะความรับผิดต่อบุคคลภายนอก ตามข้อ 1) และ 2)

 

อัตราเบี้ยประกันภัย

    อัตราเบี้ยประกันภัยที่กำหนดในพิกัดอัตราเบี้ยประกันภัยรถยนต์ เป็นอัตราของระยะเวลาการเอาประกันภัยเต็มปีโดยกำหนดเป็นเบี้ยประกันภัยขั้น ต่ำและขั้นสูง ซึ่งผู้รับประกันภัย จะเรียกเก็บเบี้ยประกันภัยต่ำกว่า หรือสูงกว่าอัตราเบี้ยประกันภัยที่นายทะเบียนกำหนดไว้ไม่ได้

 

ประเภทความคุ้มครอง

    จากที่กล่าวมาข้างต้นแล้วว่า การประกันภัยรถยนต์ในปัจจุบันแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ การประกันภัยรถยนต์ประเภทระบุชื่อผู้ขับขี่ และการประกันภัยรถยนต์ประเภทไม่ระบุชื่อผู้ขับขี่ แต่ไม่ว่าจะเป็นการประกันภัยประเภทใดก็ตาม ต่างก็จะแบ่งความคุ้มครองออกเป็น 2 ส่วนเหมือนกันดังนี้

1. ความคุ้มครองตามกรมธรรม์หลัก ซึ่งจะแบ่งเป็น

1.1 ความคุ้มครองความรับผิดต่อบุคคลภายนอก

ในส่วนความคุ้มครองนี้ บริษัทผู้รับประกันภัยจะเข้ามารับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่บุคคลภายนอก หากว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่บุคคลภายนอกนั้น ผู้เอาประกันภัยเป็นฝ่ายที่จะต้องรับผิดตามกฎหมาย ซึ่งความคุ้มครองในส่วนนี้จะแบ่งเป็น

(ก) ความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย หรืออนามัยของบุคคลภายนอก

    ความคุ้มครองในส่วนความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย อนามัย ของบุคคลภายนอกนี้ ได้นำเอาความคุ้มครองความรับผิดต่อความบาดเจ็บ มรณะ (บจ.) และความคุ้มครองความรับผิดต่อผู้โดยสาร (ผส.) เดิม มารวมเป็นความคุ้มครองเดียว ดังนั้นบุคคลภายนอกที่ได้รับความคุ้มครองในส่วนนี้ จึงรวมถึงทั้งบุคคลภายนอกที่อยู่นอกรถยนต์คันเอาประกันภัย และบุคคลภายนอกที่โดยสารอยู่ในหรือกำลังขึ้น หรือกำลังลงจากรถยนต์คันเอาประกันภัยด้วย

แต่อย่างไรก็ตาม บุคคลดังต่อไปนี้จะไม่ได้รับความคุ้มครองตาม 1.1 (ก)

- ผู้ขับขี่รถยนต์คันเอาประกันภัยในขณะเกิดอุบัติเหตุ

- คู่สมรส บิดา มารดา บุตร ลูกจ้างในทางการที่จ้างของผู้ขับขี่นั้น

    สำหรับจำนวนเงินคุ้มครองในส่วนของความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย อนามัยนี้จะคุ้มครองเฉพาะจำนวนเงินค่าเสียหายส่วนที่เกินกว่าจำนวนเงินคุ้ม ครองสูงสุดตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ซึ่งอาจจะเป็นจำนวนเงินส่วนที่เกิน 50,000 บาท หรือส่วนที่เกิน 100,000 บาทก็ได้ แล้วแต่ว่าความเสียหายนั้นจะได้รับความคุ้มครองตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบ ภัยจากรถสูงสุดเท่าใด

    นอกจากนั้นจำนวนเงินคุ้มครองสูงสุดต่อคนและต่ออุบัติเหตุแต่ละครั้ง ที่ระบุไว้ตามความคุ้มครองส่วนนี้นั้น หมายถึง จำนวนเงินความรับผิดสูงสุดของบริษัทสำหรับความคุ้มครองในส่วนนี้โดยตรง ไม่เกี่ยวข้องกับส่วนความคุ้มครองอื่น ฉะนั้นจะไม่มีการนำเอายอดเงินความคุ้มครองส่วนอื่น มาหักออกจากจำนวนเงินความคุ้มครองในส่วนนี้ เช่น หากกรมธรรม์ระบุความคุ้มครองในส่วนนี้ไว้ว่า ?ความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย อนามัย เฉพาะส่วนเกินวงเงินสูงสุดตาม พ.ร.บ. 100,000 บาท/คน 10,000,000 บาท/ครั้ง? ต่อมารถยนต์คันดังกล่าวไปประสบอุบัติเหตุชนผู้อื่นถึงแก่ความตาย คิดเป็นค่าเสียหายตามมูลละเมิดได้ 200,000 บาท เมื่อทายาทของผู้เสียชีวิตได้รับการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากบริษัทซึ่ง รับประกันภัยตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถมาเต็มจำนวน 100,000 บาทแล้ว บริษัทซึ่งรับประกันภัยตามกรมธรรม์นี้ จะนำเงินจำนวน 100,000 บาท ที่ทายาทได้รับมาแล้ว มาหักออกจากจำนวนเงินเอาประกันภัย 100,000 บาท ตามกรมธรรม์นี้ไม่ได้ บริษัทซึ่งรับประกันภัยตามกรมธรรม์นี้จะต้องจ่ายเต็มจำนวน 100,000 บาท (100,000 + 100,000 บาท)

    ในส่วนของความคุ้มครองชีวิต ร่างกาย อนามัย ของบุคคลภายนอกนี้ แม้จะเป็นกรณีที่ทำประกันภัยประเภทระบุชื่อผู้ขับขี่ไว้ และความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย อนามัย ของบุคคลภายนอกนั้นเป็นความรับผิดตามกฎหมายของผู้ขับขี่ ซึ่งมิใช่ผู้ขับขี่ที่ระบุชื่อไว้ในกรมธรรม์ก็ตาม บริษัทก็ยังคงผูกพันรับผิดต่อความเสียหายของบุคคลภายนอกนั้นเต็มจำนวน โดยผู้เอาประกันภัยไม่ต้องเข้าร่วมรับผิดในจำนวนความเสียหายส่วนแรกเอง ดังเช่นความเสียหายต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอกตาม (ข) ทั้งนี้เนื่องจากความคุ้มครองนี้เป็นความคุ้มครองส่วนที่เกินจากความคุ้ม ครองตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ความคุ้มครองตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถจึงถือเสมือนเป็นความเสีย หายส่วนแรกที่ผู้เอาประกันภัยรับผิดชอบเองอยู่แล้ว

(ข) ความเสียหายต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอก

    บริษัทจะรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายต่อทรัพย์สินของบุคคล ภายนอกตามความเสียหายที่แท้จริง แต่ไม่เกินจำนวนเงินเอาประกันภัย

แต่ทรัพย์สินดังต่อไปนี้ จะไม่ได้รับความคุ้มครองตาม 1.1 (ข)

- ทรัพย์สินที่ผู้เอาประกันภัย ผู้ขับขี่รถยนต์คันเอาประกันภัยในขณะเกิดอุบัติเหตุ คู่สมรส บิดามารดา บุตร ของผู้เอาประกันภัย หรือผู้ขับขี่เป็นเจ้าของ หรือเป็นผู้เก็บรักษา ควบคุม ครอบครอง

- เครื่องชั่ง สะพานรถ สะพานรถไฟ ถนน ทางวิ่ง ทางเดิน สนาม หรือสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่อยู่ใต้สิ่งดังกล่าวอันเกิดจากการสั่นสะเทือน หรือจากน้ำหนักรถยนต์ หรือน้ำหนักบรรทุกของรถยนต์

- ทรัพย์สินที่บรรทุกอยู่ใน หรือกำลังยกขึ้น หรือกำลังยกลงจากรถยนต์

    ใน กรณีที่ทำประกันภัยประเภทระบุชื่อผู้ขับขี่ และไปเกิดอุบัติเหตุก่อให้เกิดความ เสียหายต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอก หากความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้น เป็นความรับผิดตามกฎหมายของผู้ขับขี่รถยนต์คันเอาประกันภัย แต่ผู้ขับขี่มิใช่ผู้ขับขี่ที่ระบุไว้ในกรมธรรม์แล้ว บริษัทยังคงต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอกเต็มจำนวน แต่เมื่อบริษัทได้จ่ายค่าเสียหายให้แก่บุคคลภายนอกไปเต็มจำนวนแล้ว บริษัทสามารถเรียกจำนวนเงินความเสียหายส่วนแรกที่ผู้เอาประกันภัยต้องรับผิด ชอบเองคืนจากผู้เอาประกันภัยได้ตามจำนวนที่จ่ายไปจริง แต่ไม่เกิน 2,000 บาท

    ในส่วนของความคุ้มครองความรับผิดต่อบุคคลภายนอกตาม 1.1 นี้ ได้มีการตัดข้อยกเว้นเรื่องใบอนุญาตขับขี่ออก ดังนั้นแม้ผู้เอาประกันภัยหรือผู้ขับขี่จะไม่เคยมีใบอนุญาตขับขี่ บริษัทก็ยังคงต้องรับผิดชอบต่อบุคคลภายนอกเต็มจำนวน และจะเรียกจำนวนเงินที่ตนได้จ่ายไปคืนจากผู้เอาประกันภัยในภายหลังไม่ได้ ด้วย

   ความคุ้มครองต่อรถยนต์

   เดิมในส่วนความ คุ้มครองต่อรถยนต์ จะมีการจัดความคุ้มครองตามประเภทของภัยที่จะเกิดแก่รถยนต์ออกเป็น 6 ความคุ้มครอง ได้แก่ ความคุ้มครองที่เกิดจากภัย

  - การชน (กช.)

  - ลักทรัพย์ทั้งคัน (ลท.)

  - ลักทรัพย์ทั้งคันโดยลูกจ้าง (ลจ.)

  - ลักทรัพย์อุปกรณ์ (ลอ.)

  - จลาจล (จจ.)

  - ภัยอื่น

   โดย ผู้เอาประกันภัยสามารถเลือกซื้อความคุ้มครองตามประเภทของภัยที่ตนมีความ เสี่ยงได้ ซึ่งหากผู้เอาประกันภัยมิได้ซื้อความคุ้มครองภัยใดไว้ ก็จะมีการออกเอกสารแนบท้ายยกเว้นความเสียหายที่เกิดจากภัยนั้นไว้ แต่เมื่อมีการปรับโครงสร้างอัตราเบี้ยประกันภัยใหม่ในครั้งนี้ ได้มีการจัดแบ่งความคุ้มครองออกเป็น 2 ส่วนใหญ่ ๆ คือ ความคุ้มครองความเสียหายต่อรถยนต์ และความคุ้มครองรถยนต์สูญหาย ไฟไหม้

1.2 ความคุ้มครองความเสียหายต่อรถยนต์

    ความคุ้มครองความเสียหายต่อรถยนต์นี้ จะไม่มีการแยกซื้อ หรือไม่ซื้อภัยหนึ่งภัยใดดังเช่นแต่ก่อน ดังนั้นความเสียหายต่อรถยนต์ไม่ว่าจะเกิดจากภัยที่เดิมเรียกว่า การชน จลาจล หรือภัยอื่นใดก็ตาม ก็จะได้รับความคุ้มครองในส่วนนี้ (เว้นแต่ความเสียหายที่เกิดไฟไหม้) โดยบริษัทจะชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายที่เกิดขึ้นระหว่างระยะเวลา ประกันภัยต่อรถยนต์ รวมทั้งอุปกรณ์เครื่องตกแต่ง หรือสิ่งที่ติดประจำอยู่กับตัวรถยนต์

    ในกรณีที่เป็นการทำประกันภัยประเภทระบุชื่อผู้ขับขี่แล้ว หากรถยนต์คันดังกล่าวไปเกิดอุบัติเหตุพลิกคว่ำหรือมีการชนเกิดขึ้น ทำให้รถยนต์ได้รับความเสียหายในขณะที่มีบุคคลอื่นซึ่งมิใช่บุคคลที่ระบุชื่อ ในกรมธรรม์เป็นผู้ขับขี่แล้ว บริษัทก็ยังคงผูกพันต้องรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้น ภายใต้เงื่อนไขที่ผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิดชอบความเสียหายส่วนแรกเอง เป็นจำนวน 6,000 บาท เว้นแต่ความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้นมิได้เกิดจากความประมาทของรถยนต์คันเอา ประกันภัย และผู้เอาประกันภัยสามารถแจ้งให้บริษัททราบถึงคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งได้

    สำหรับข้อยกเว้นในส่วนความเสียหายต่อรถยนต์ที่เกิดขึ้นขณะขับขี่ โดยบุคคลที่ไม่เคยมีใบอนุญาตขับขี่นั้น จะไม่นำมาใช้บังคับสำหรับการประกันภัยประเภทระบุชื่อผู้ขับขี่ หากผู้ขับขี่ ในขณะเกิดอุบัติเหตุเป็นผู้ขับขี่ที่ระบุชื่อในกรมธรรม์ ทั้งนี้เนื่องจากผู้ขับขี่ดังกล่าวได้ผ่านการพิจารณารับประกันภัยจากบริษัท แล้วว่าเป็นบุคคลที่มีความรู้ความสามารถในการขับขี่ จึงตกลงรับประกันภัยไว้ ฉะนั้นเมื่อเกิดอุบัติเหตุขึ้นในขณะมีผู้ที่ระบุชื่อเป็นผู้ขับขี่แล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องตรวจสอบความสามารถในการขับขี่อีก แม้โดยข้อเท็จจริงจะปรากฏว่าผู้ที่ระบุชื่อนั้นไม่เคยมีใบอนุญาตขับขี่ก็ตาม ก็ไม่เป็นเหตุให้บริษัทยกขึ้นมาปฏิเสธความรับผิดได้

1.3 ความคุ้มครองรถยนต์สูญหาย ไฟไหม้

    ความสูญหายในที่นี้จะรวมถึงความสูญหายทั้งคัน (ลท.เดิม) สูญหายแต่บางส่วน(ลอ.เดิม) และไม่ว่าจะสูญหายจากลักทรัพย์ของลูกจ้าง (ลจ.เดิม) หรือบุคคลใดเป็นผู้ลักทรัพย์ก็ตาม ก็จะได้รับความคุ้มครองในส่วนนี้ทั้งสิ้น จะไม่มีการแยกซื้อภัยที่ได้รับความคุ้มครองเป็น ลท. ลอ. ลจ. ดังเช่นแต่ก่อนอีกต่อไป สำหรับการชดใช้ค่าสินไหมทดแทน บริษัทจะชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเมื่อรถยนต์ หรือส่วนหนึ่งส่วนใดของรถยนต์ รวมทั้งอุปกรณ์ เครื่องตกแต่ง หรือสิ่งที่ติดประจำอยู่กับตัวรถยนต์เกิดไฟไหม้ หรือสูญหายไป

    ความคุ้มครองในส่วนนี้นอกจากจะคุ้มครองการสูญหายแล้ว ยังคุ้มครองรวมไปถึงความเสียหายของรถยนต์ที่เกิดจากไฟไหม้ด้วย โดยไฟไหม้ในที่นี้หมายถึง ความเสียหายต่อรถยนต์ที่เป็นผลมาจากไฟไหม้ ไม่ว่าจะเป็นการไหม้โดยตัวของมันเอง หรือเป็นการไหม้ที่เป็นผลสืบเนื่องมาจากสาเหตุอื่นใดก็ตาม

    ในส่วนของความคุ้มครองรถยนต์สูญหาย ไฟไหม้ แม้จะเป็นกรณีที่ทำประกันภัยประเภทระบุชื่อผู้ขับขี่ไว้ และรถยนต์เกิดสูญหาย หรือไฟไหม้ขึ้นในขณะที่มีบุคคลอื่น ซึ่งมิใช่บุคคลที่ระบุชื่อในกรมธรรม์เป็นผู้ใช้รถยนต์ก็ตาม ก็ไม่เป็นเหตุให้ผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิดชอบในความเสียหายส่วนแรกเองแต่ อย่างใด บริษัทยังคงต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเต็มจำนวน เช่นเดียวกับ การประกันภัยแบบไม่ระบุชื่อผู้ขับขี่ ทั้งนี้ด้วยเหตุผลที่ว่า ตัวผู้ขับขี่ไม่ได้เป็นปัจจัยสำหรับความเสี่ยงภัยต่อการสูญหาย ไฟไหม้ของรถยนต์

    ความคุ้มครองตาม 1.1 1.2 1.3 เป็นความคุ้มครองหลักที่ผู้เอาประกันภัยสามารถเลือกซื้อได้ตามสภาพความ เสี่ยงภัยของตน ซึ่งจะเป็นผลให้มีกรมธรรม์หลายรูปแบบ แยกตามความคุ้มครองที่บริษัทรับเสี่ยงภัยดังนี้

    (ก) กรมธรรม์ประเภทคุ้มครองรวม (Comprehensive Cover) หรือที่เรียกกันว่ากรมธรรม์ประเภท 1 ซึ่งกรมธรรม์ประเภทนี้จะให้ความคุ้มครอง ทั้งในส่วนของความรับผิดชอบต่อบุคคลภายนอก คุ้มครองความเสียหายต่อรถยนต์ ตลอดจนคุ้มครองรถยนต์สูญหายไฟไหม้ด้วย (คุ้มครอง 1.1 + 1.2 + 1.3)

    (ข) กรมธรรม์ประเภทคุ้มครองความรับผิดต่อบุคคลภายนอก และคุ้มครองรถยนต์สูญหาย ไฟไหม้ (Third Party Liability, Fire and Theft) หรือที่มักจะเรียกกันว่า กรมธรรม์ประเภท 2 (คุ้มครอง 1.1 + 1.3)

    (ค) กรมธรรม์ประเภทคุ้มครองความรับผิดต่อบุคคลภายนอก (Third Party Liability) หรือที่เรียกว่า กรมธรรม์ประเภท 3 ซึ่งกรมธรรม์ประเภทนี้จะคุ้มครองเฉพาะความรับผิดของผู้เอาประกันภัยที่มีต่อ บุคคลภายนอกเท่านั้น (คุ้มครองเฉพาะ 1.1)

    (ง) กรมธรรม์ประเภทคุ้มครองความรับผิดต่อทรัพย์สินบุคคลภายนอก (Third Party Properties Liability) หรือที่เรียกว่า กรมธรรม์ประเภท 4 กรมธรรม์ประเภทนี้จะให้ความคุ้มครองเฉพาะข้อตกลงคุ้มครองความรับผิดต่อ ทรัพย์สินบุคคลภายนอก 100,000 บาท ต่ออุบัติเหตุแต่ละครั้ง

    กรณีการใช้รถในเวลาที่เกิดอุบัติเหตุนอกเหนือจากที่ระบุไว้ในรายการ 6 ของตาราง ผู้เอาประกันภัยต้องชดใช้ค่าเสียหายคืนให้บริษัทตามจำนวนที่บริษัทได้จ่ายไป แต่ไม่เกิน 2,000 บาท ต่ออุบัติเหตุแต่ละครั้ง

2. ความคุ้มครองเพิ่มเติมตามเอกสารแนบท้าย

    อย่าง ไรก็ตามกรมธรรม์ทั้ง 3 แบบข้างต้น นอกจากจะมีความคุ้มครองหลักดังที่กล่าวมาแล้ว ยังมีความคุ้มครองเพิ่มเติมตามเอกสารแนบท้าย ซึ่งผู้เอาประกันภัยอาจเลือกซื้อความคุ้มครองเพิ่มเติมได้อีกดังนี้

2.1 การประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล

    การ ประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล เป็นความคุ้มครองตามเอกสารแนบท้าย ซึ่งจะคุ้มครองความบาดเจ็บจากอุบัติเหตุของผู้ขับขี่ หรือผู้โดยสารที่อยู่ในหรือกำลังขึ้น หรือกำลังลงจากรถยนต์คันเอาประกันภัย หากความบาดเจ็บที่ได้รับเป็นผลให้บุคคลนั้นเสียชีวิต สูญเสียอวัยวะ ทุพพลภาพถาวร หรือทุพพลภาพชั่วคราว ซึ่งบริษัทจะชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นจำนวนเงินแน่นอน ตามที่เอาประกันภัยไว้ โดยไม่ต้องคำนึงว่าความบาดเจ็บที่ได้รับเป็นความรับผิดของผู้ใด

    ความรับผิดของบริษัทในจำนวนเงินค่าสินไหมทดแทนที่บริษัทจะต้องจ่ายตามเอกสาร แนบท้ายนี้ เป็นความรับผิดที่เพิ่มขึ้นนอกเหนือจากความรับผิดตามความคุ้มครองหลัก ดังนั้น แม้ผู้ขับขี่หรือผู้โดยสารจะได้รับการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามมูลละเมิด เต็มจำนวนแล้วก็ตาม ก็ไม่เป็นเหตุให้บริษัทหลุดพ้นความรับผิดตามเอกสารแนบท้ายนี้ บริษัทยังคงผูกพันต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเต็มจำนวนความคุ้มครองของ เอกสารแนบท้ายนี้ด้วย

2.2 การประกันภัยค่ารักษาพยาบาล

    การประกันภัยค่ารักษาพยาบาลตามเอกสารแนบท้ายนี้ จะคุ้มครองความบาดเจ็บจากอุบัติเหตุของบุคคลที่อยู่ใน หรือกำลังขึ้น หรือกำลังลงจากรถยนต์คันเอาประกันภัย หากความบาดเจ็บที่ได้รับเป็นผลให้บุคคลนั้นต้องเข้ารับการรักษาพยาบาล โดยบริษัทจ่ายค่ารักษาพยาบาล ค่าบริการทางการแพทย์ ค่าผ่าตัด ค่าโรงพยาบาล ตามจำนวนที่จ่ายไปจริง แต่ไม่เกินจำนวนเงินจำกัดความรับผิดของบริษัทที่ระบุไว้ ทั้งนี้โดยไม่คำนึงว่าความบาดเจ็บที่ได้รับจะเป็นความรับผิดของผู้ใด

    เดิมการประกันภัยค่ารักษาพยาบาล จะคุ้มครองเฉพาะค่ารักษาพยาบาลส่วนที่เกินกว่าความคุ้มครองตามกรมธรรม์คุ้ม ครองผู้ประสบภัยจากรถเท่านั้น ปัจจุบันแก้ไขให้คุ้มครองตั้งแต่บาทแรกของค่ารักษาพยาบาลที่เกิดขึ้น ดังนั้นผู้ที่ได้รับความคุ้มครองตามเอกสารแนบท้ายนี้ จึงสามารถเลือกได้ว่าจะใช้สิทธิเบิกค่ารักษาพยาบาลจากความคุ้มครองในส่วนนี้ หรือส่วนอื่น หรือจากผู้รับประกันภัยอื่นก็ได้ บริษัทจะเกี่ยงให้ไปใช้สิทธิเบิกจากความคุ้มครองอื่นก่อนมิได้

2.3 การประกันตัวผู้ขับขี่

    เมื่อผู้เอาประกันภัย หรือผู้ขับขี่โดยได้รับความยินยอมจากผู้เอาประกันภัย นำรถยนต์คันเอาประกันภัยไปใช้ และเกิดอุบัติเหตุขึ้น ซึ่งเป็นผลให้ผู้เอาประกันภัยหรือผู้ขับขี่นั้นถูกควบคุมตัวไว้ในคดีอาญา ไม่ว่าจะเป็นการควบคุมในชั้นพนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ หรือศาล (จนถึงศาลฎีกา) ก็ตาม หากมีการซื้อความคุ้มครองเพิ่มเติมส่วนนี้ไว้แล้ว บริษัทจะต้องทำการประกันตัวผู้เอาประกันภัย หรือผู้ขับขี่นั้นโดยไม่ชักช้า ในวงเงินไม่เกินจำนวนเงินจำกัดความรับผิดที่ระบุไว้

    ถึงแม้ว่าความเสียหายที่เกิดขึ้น เป็นความเสียหายที่ไม่ได้รับความคุ้มครองในส่วนของความคุ้มครองหลักก็ตาม ก็ไม่เป็นเหตุให้บริษัทหลุดพ้นหน้าที่ตามสัญญาที่จะต้องทำการประกันตัวผู้ เอาประกันภัยหรือผู้ขับขี่

    ในส่วนของความคุ้มครองเพิ่มเติมตามเอกสาร แนบท้ายทุกความคุ้มครองนั้น แม้จะเป็นกรณีทำประกันภัยประเภทระบุชื่อผู้ขับขี่ และเกิดเหตุทำให้ผู้ได้รับความคุ้มครองตามเอกสารแนบท้าย 2.1 เสียชีวิต สูญเสียอวัยวะ หรือทุพพลภาพ หรือเกิดเหตุทำให้บุคคลที่อยู่ใน หรือกำลังขึ้น กำลังลงจากรถได้รับบาดเจ็บ หรือเกิดเหตุทำให้ผู้ขับขี่ต้องถูกควบคุมตัว ในขณะที่มีบุคคลอื่นซึ่งมิใช่บุคคลที่ระบุชื่อในกรมธรรม์เป็นผู้ขับขี่ก็ตาม ก็ไม่เป็นเหตุให้บริษัทปฏิเสธความรับผิด หรือรับผิดน้อยลงแต่อย่างใด บริษัทยังคงผูกพันรับผิดตามข้อตกลงคุ้มครองเพิ่มเติมนั้นเต็มจำนวน โดยผู้เอาประกันภัยไม่ต้องมีส่วนรับผิดชอบในค่าเสียหายส่วนแรกแต่อย่างใด

          จากที่กล่าวมาข้างต้นจะเห็นได้ว่า การประกันภัยประเภทไม่ระบุชื่อผู้ขับขี่ กับการประกันภัยประเภทระบุชื่อผู้ขับขี่ จะมีความแตกต่างในส่วนที่เกี่ยวกับความคุ้มครองเพียง 2 ประการเท่านั้น คือ

    1. ในกรณีที่เป็นการประกันภัยประเภทไม่ระบุชื่อผู้ขับขี่ หากความรับผิด หรือความเสียหายได้เกิดขึ้นในขณะที่มีบุคคลที่ได้รับความยินยอมจากผู้เอา ประกันภัยเป็นผู้ขับขี่ ผู้เอาประกันภัยไม่จำต้องเข้ามาร่วมรับผิดในความเสียหายส่วนแรกแต่อย่างใด ซึ่งจะต่างจากการประกันภัยประเภทระบุชื่อผู้ขับขี่ กล่าวคือ แม้ว่าความรับผิด หรือความเสียหายได้เกิดขึ้นในขณะที่มีบุคคลที่ได้รับความยินยอมจากผู้เอา ประกันภัยเป็นผู้ขับขี่ก็ตาม แต่หากบุคคลที่ได้รับความยินยอมจากผู้เอาประกันภัยนั้นมิใช่บุคคลที่ระบุ ชื่อเป็นผู้ขับขี่ในกรมธรรม์แล้ว ผู้เอาประกันภัยก็จะต้องเข้ามารับผิดในความเสียหายส่วนแรกเองดังนี้

     - 2,000 บาทแรก ของความเสียหายต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอก

     - 6,000 บาทแรก ของความเสียหายต่อรถยนต์ที่เกิดจากการชน การคว่ำ

    2. การประกันภัยประเภทไม่ระบุชื่อผู้ขับขี่ ในหมวดการคุ้มครองความเสียหายต่อรถยนต์จะยังคงมีข้อยกเว้นเกี่ยวกับใบอนุญาต ขับขี่อยู่

    แต่ในส่วนการประกันภัยประเภทระบุชื่อผู้ขับ ขี่ ข้อยกเว้นดังกล่าวจะไม่ใช้บังคับ หากผู้ขับขี่ในขณะเกิดความเสียหายเป็นผู้ขับขี่ที่ระบุชื่อในกรมธรรม์

    ที่กล่าวมาข้างต้น เป็นการกล่าวโดยภาพรวมของการประกันภัยรถยนต์ ว่าผู้เอาประกันภัยสามารถเลือกการทำประกันภัยได้อย่างไร มีความคุ้มครองอะไรบ้าง และแต่ละความคุ้มครองมีหลักการสำคัญเป็นอย่างไรบ้าง ยังมิได้มีการลงในรายละเอียด ต่อไปจะกล่าวถึงรายละเอียดของเงื่อนไขแต่ละข้อ ว่าเงื่อนไขที่กำหนดไว้แต่ละข้อ ไม่ว่าจะเป็นเงื่อนไขทั่วไป เงื่อนไขข้อตกลงคุ้มครอง เงื่อนไขข้อยกเว้น มีความหมายและเจตนารมณ์เป็นอย่างไร เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องเป็นแนวทางเดียวกัน ดังนี้

 

ตารางกรมธรรม์

    ตารางกรมธรรม์จะปรากฏรายการสำคัญเกี่ยวกับการประกันภัยทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นชื่อ ที่อยู่ของบริษัทผู้รับประกันภัย ชื่อผู้เอาประกันภัย รถยนต์ที่เอาประกันภัย ความคุ้มครองที่ผู้เอาประกันภัยจะได้รับตามกรมธรรม์นี้ เบี้ยประกันภัย เป็นต้น

1. ชื่อ ที่อยู่ อาชีพของผู้เอาประกันภัย

2. อาณาเขตคุ้มครอง โดยปกติกรมธรรม์จะคุ้มครองเฉพาะความรับผิด หรือความเสียหาย ที่เกิดขึ้นจากการใช้เฉพาะในอาณาเขตประเทศไทยเท่านั้น เว้นแต่ผู้เอาประกันภัยจะขอขยายอาณาเขตความคุ้มครองไว้ หากมีการขยายอาณาเขตคุ้มครอง ให้ผู้เอาประกันภัยเสียเบี้ยประกันภัยเพิ่มเดือนละ 5% ของเบี้ยประกันภัยเต็มปี แต่รวมแล้วไม่เกิน 20% ของเบี้ยประกันภัยเต็มปี

3. ผู้ขับขี่ วัน/เดือน/ปีเกิด อาชีพ

ในรายการดังกล่าวจะใช้สำหรับการประกันภัยประเภทระบุชื่อผู้ขับขี่เท่านั้น แต่หากเป็นการประกันภัยประเภทไม่ระบุชื่อผู้ขับขี่แล้ว บริษัทก็จะเว้น (-) รายการนี้ไว้ โดยจะไม่มีชื่อผู้ขับขี่ระบุไว้ในรายการนี้

4. ผู้รับประโยชน์

ในที่นี้หมายถึง บุคคลที่จะเป็นผู้รับค่าสินไหมทดแทนตามส่วนได้เสียของตน หากรถยนต์ที่เอาประกันภัยเกิดสูญหาย หรือเสียหายสิ้นเชิงจนไม่สามารถซ่อมแซมได้เท่านั้น

ในกรณีที่มีการระบุผู้รับประโยชน์นี้ บริษัทจะต้องออกเอกสารแนบท้าย ร.ย. 24 ให้แก่ผู้เอาประกันภัยไปพร้อมกับการออกกรมธรรม์ด้วย

5. ระยะเวลาประกันภัย

หากเป็นการทำประกันภัยเต็มปี การนับระยะเวลาจะนับวันชนกันเช่น ระยะเวลาประกันภัยเริ่มต้นวันที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2548 วันสิ้นสุดก็จะสิ้นสุดในวันที่ 7 สิงหาคม ในปีถัดไปคือ พ.ศ. 2549 ส่วนเวลาสิ้นสุด จะสิ้นสุดในเวลา 16.30 น.

6. รายการรถยนต์

ส่วนนี้เป็นส่วนที่ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับรถยนต์ที่เอาประกันภัย ไม่ว่าจะเป็นชื่อรถยนต์ (ยี่ห้อ) รุ่น เลขทะเบียน เลขตัวถัง ปี รุ่น แบบตัวถัง จำนวนที่นั่ง/ขนาด/น้ำหนักบรรทุก เป็นต้น โดยรายการดังกล่าวนี้เป็นปัจจัยสำคัญในการคิดคำนวณเบี้ยประกันภัย

7. จำนวนเงินเอาประกันภัย แบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ

  7.1 ความรับผิดต่อบุคคลภายนอก แยกเป็น

    - ความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย อนามัย ซึ่งจะคุ้มครองเฉพาะส่วนที่เกินจากความคุ้มครองสูงสุดต่อคน ตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ

    - ความเสียหายต่อทรัพย์สิน จะระบุจำนวนเงินเอาประกันภัยต่ออุบัติเหตุแต่ละครั้ง

    ความ เสียหายส่วนแรกที่ระบุไว้ในส่วนความเสียหายต่อทรัพย์สินนี้เป็นความเสียหาย ส่วนแรกตามข้อ 2 (ข) ของหมวดการคุ้มครองความรับผิดต่อบุคคลภายนอก ไม่เกี่ยวกับ (ก) หรือ (ค)

  7.2 รถยนต์เสียหาย สูญหาย ไฟไหม้ แยกเป็น

    - ความเสียหายต่อรถยนต์ ความเสียหายส่วนแรกที่ระบุไว้ในส่วนความเสียหายต่อรถยนต์นี้เป็นความเสียหาย ส่วนแรกตามข้อ 4 (ข) ของหมวดการคุ้มครองความเสียหายต่อรถยนต์ ไม่เกี่ยวกับ (ก) หรือ (ค)

    - รถยนต์สูญหาย/ไฟไหม้ โดยจำนวนเงินเอาประกันภัยสำหรับความคุ้มครองความเสียหายต่อรถยนต์ และความคุ้มครองรถยนต์สูญหายไฟไหม้ต้องเท่ากันเสมอ

  7.3 ความคุ้มครองตามเอกสารแนบท้าย แยกเป็น

    - การประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล

    - การประกันภัยค่ารักษาพยาบาล

    - การประกันตัวผู้ขับขี่

8. เบี้ยประกันภัย แบ่งเป็น

    - เบี้ยประกันภัยตามความคุ้มครองหลัก

    - เบี้ยประกันภัยตามเอกสารแนบท้าย

    ใน กรณีที่ทำประกันภัยประเภทระบุชื่อผู้ขับขี่ เบี้ยประกันภัยตามความคุ้มครองหลักที่แสดงไว้เป็นเบี้ยประกันภัยที่บริษัท ได้ให้ส่วนลดสำหรับการระบุชื่อผู้ขับขี่ไว้แล้ว

9. ส่วนลด-ส่วนเพิ่ม (เบี้ยประกันภัย)

    9.1 กรณีที่ได้รับส่วนลดเบี้ยประกันภัย ได้แก่

     - ส่วนลดความเสียหายส่วนแรกโดยความตกลงระหว่างบริษัทกับผู้เอาประกันภัย ซึ่งเป็นความเสียหายส่วนแรกของทรัพย์สินบุคคลภายนอก และ/หรือความเสียหายส่วนแรกของความเสียหายต่อรถยนต์

     - ส่วนลดกลุ่ม ในกรณีที่ผู้เอาประกันภัยมีรถยนต์ที่เอาประกันภัยไว้กับบริษัทตั้งแต่ 3 คันขึ้นไป จะได้รับส่วนลดเบี้ยประกันภัยกลุ่ม 10%

     - ส่วนลดเบี้ยประกันภัยประวัติดี เป็นส่วนลดสำหรับกรณีเอาประกันภัยรถคันเดียว หรือหลายคันและมีสิทธิได้รับส่วนลดตามหลักเกณฑ์ส่วนลดเบี้ยประกันภัยประวัติ ดี หรือส่วนลดเบี้ยประกันภัย ประวัติกลุ่ม ซึ่งคำนวณจากประวัติในปีที่ผ่านมา

     ส่วนลดอื่น ให้จำกัดเฉพาะส่วนลดเบี้ยประกันภัยในกรณีดังต่อไปนี้

     ก) ในกรณีที่ผ้เอาประกันภัยได้ทำประกันภัยโดยตรงกับบริษัท ไม่ผ่านตัวแทนประกันวินาศภัย หรือนายหน้าประกันวินาศภัย บริษัทจะต้องให้ส่วนลดเบี้ยประกันภัยแก่ผ้เอาประกันภัยตามอัตราที่นาย ทะเบียนกำหนด

     ข) ในกรณีรถยนต์ที่ทำประกันภัยเป็นรถยนต์นั่ง หรือรถยนต์โดยสารไม่เกิน 20 ที่นั่ง ที่ใช้เป็นส่วนบุคคล ซึ่งทำประกันภัยประเภท 1 บริษัทอาจให้ส่วนลดเบี้ยประกันภัยแก่ผู้เอาประกันภัยได้ไม่เกิน 15% ของเบี้ยประกันภัยสุทธิ หากรถยนต์ที่ทำประกันภัยนั้นเป็นรถใหม่และมีอายุการใช้งานไม่เกิน 1 ปี

      ส่วนลดความเสียหายส่วนแรก เป็นส่วนลดของความเสียหายส่วนแรกโดยความตกลงระหว่างบริษัทกับผู้เอาประกัน ภัย ซึ่งไม่ว่าจะเป็นส่วนลดความเสียหายส่วนแรกของทรัพย์สินของบุคคลภายนอก หรือส่วนลดความเสียหายส่วนแรกของรถยนต์ ก็จะเป็นส่วนลดที่รวมอยู่ในรายการนี้

    9.2 กรณีที่จะต้องถูกเพิ่มเบี้ยประกันภัย ได้แก่ กรณีตามข้อ 7 การเพิ่มเบี้ยประกันภัยประวัติไม่ดีแห่งหมวดเงื่อนไขทั่วไป

10. เบี้ยประกันภัยสุทธิ คือ เบี้ยประกันภัยก่อนรวมภาษีอากร

     เบี้ยประกันภัยสุทธิที่ได้รับ จะใช้เป็นฐานในการคำนวณอากร โดยเบี้ยประกันภัยทุก 250 บาท หรือเศษของ 250 บาท จะต้องเสียค่าอากร 1 บาท

     ส่วนภาษีมูลค่าเพิ่มจะเสียในอัตราตามที่กฎหมายกำหนด

11. การใช้รถยนต์

    ขึ้นอยู่กับประเภทของรถยนต์ที่ทำประกันภัย

12. ตัวแทน นายหน้าประกันภัย

    หากมีการทำประกันภัยผ่านตัวแทน หรือนายหน้า บริษัทก็จะต้องระบุชื่อตัวแทน หรือนายหน้านั้นไว้ในรายการดังกล่าวด้วย

 

สาระสำคัญของการประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ

ประเภทของการประกันภัย การประกันภัยรถยนต์แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ

1. การประกันภัยประเภทไม่ระบุชื่อผู้ขับขี่

   การประกันภัยรถยนต์ประเภทนี้ เป็นการประกันภัยที่ใช้มาแต่ดั้งเดิมในประเทศไทยซึ่งใน การประกันภัยประเภทนี้จะคุ้มครองความรับผิด และความเสียหายต่อรถยนต์ที่เกิดในระหว่างการใช้หรือการขับขี่ของบุคคลใด ๆ ก็ตาม ที่ใช้หรือขับขี่โดยได้รับความยินยอมจากผู้เอาประกันภัย ทั้งนี้ภายใต้หลักเกณฑ์ เงื่อนไข และข้อยกเว้น ที่ปรากฏในกรมธรรม์ประกันภัย

2. การประกันภัยประเภทระบุชื่อผู้ขับขี่

   การประกันภัยรถยนต์ประเภทนี้ เป็นการประกันภัยที่มีการพัฒนาขึ้นมาใหม่ในประเทศไทย โดยหลักการที่สำคัญสำหรับการประกันภัยประเภทนี้ คือ จะคุ้มครองความรับผิด หรือความเสียหายต่อรถยนต์ที่เกิดขึ้น ในขณะที่มีบุคคลที่ระบุชื่อในกรมธรรม์เป็นผู้ขับขี่ ในการทำประกันรถยนต์ประเภทระบุชื่อผู้ขับขี่นั้น ผู้เอาประกันภัยสามารถระบุชื่อผู้ขับขี่ที่ได้รับความคุ้มครองได้ถึง 2 คน แต่จะระบุคนเดียวก็ได้

  ในกรณีที่ระบุ 2 คนนั้น การคิดคำนวณเบี้ยประกันภัย จะใช้ผู้ขับขี่ที่มีความเสี่ยงสูงเป็นฐานในการคำนวณเบี้ยประกันภัย ซึ่งปัจจัยที่ใช้เป็นตัวกำหนดความเสี่ยงสำหรับการประกันภัยระบุชื่อผู้ขับ ขี่ เพิ่มเติมจากการประกันภัยประเภทไม่ระบุชื่อผู้ขับขี่ก็คือ อายุของผู้ขับขี่

   โดยมีการแบ่งช่วงอายุของผู้ขับขี่จากช่วงที่มีความเสี่ยงภัยน้อยไปยังช่วงที่มีความเสี่ยงภัยมากเป็น 4 ช่วงอายุ ดังนี้

   - อายุเกิน 50 ปีขึ้นไป

  - อายุ 36-50 ปี

  - อายุ 25-35 ปี

  - อายุ 18-24 ปี

   สำหรับ รถยนต์ที่ผู้เอาประกันภัยจะนำมาทำประกันภัยประเภทระบุชื่อผู้ขับขี่ได้นั้น จะต้องเป็นรถยนต์ที่ใช้เป็นส่วนบุคคลเท่านั้น รถยนต์ที่ใช้รับจ้างสาธารณะหรือใช้เพื่อการพาณิชย์ หรือใช้เพื่อการพาณิชย์พิเศษ ไม่สามารถทำประกันภัยประเภทดังกล่าวได้ ดังนั้นรถยนต์ที่จะสามารถทำประกันภัยประเภทระบุชื่อผู้ขับขี่ได้ จึงจำกัดไว้เพียง 3 ประเภทเท่านั้น คือ รถยนต์นั่งส่วนบุคคล รถยนต์โดยสารส่วนบุคคล และรถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล

 

ประโยขน์ของการประกันภัยรถยนต์

ทำให้ผู้ที่มีเงินน้อย สามารถซื้อรถยนต์ใช้ได้ด้วยการผ่อนส่ง โดยผู้ขายรถยนต์จะใช้วิธีให้ผู้ซื้อรถยนต์เอาประกันภัยรถยนต์คันนั้น กับผู้รับประกันภัยโดยผู้ขายรถยนต์เป็นผู้รับประโยชน์ และเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับผู้เอาประกันภัยว่ารถยนต์คันที่เอาประกันภัยไว้นั้น หากเกิดอุบัติเหตุได้รับความเสียหายก็จะได้รับการชดใช้จากผู้รับประกันภัย รวมทั้งความเสียหายที่เกิดแก่ทรัพย์สิน การบาดเจ็บต่อร่างกายทั้งของผู้ขับขี่รถยนต์และแก่บุคคลภายนอกด้วย เป็นการบรรเทาความเสียหาย เนื่องจากการใช้รถยนต์ได้ทำให้ผู้เอาประกันภัยได้รับความสะดวกไม่ต้องเสียเวลากับการโต้แย้งถึงความผิดเมื่อรถยนต์ที่เอาประกันภัยไว้ เป็นฝ่ายผิด ทางผู้รับประกันภัยก็จะเป็นผู้ชดใช้ค่าเสียหายแทนให้ หากเป็นฝ่ายถูกทางผู้รับประกันภัยจะชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้กับผู้เอาประกัน ภัยหรือทำการซ่อมแซมให้รถยนต์ ผู้เอาประกันภัยก่อนจนสามารถนำไปประกอบธุรกิจได้โดยไม่ต้องเสียเวลา และผู้รับประกันภัยก็จะเข้า สวมสิทธิ์ผู้เอาประกันภัยในการเรียกร้องค่าเสียหายแทนผู้เอาประกันภัย จึงเป็นผลดีต่อผู้เอาประกันภัยโดยการดำเนินงานหรือการดำเนินธุรกิจไม่หยุด ชะงักไปนาน